หลายคน โดยเฉพาะคนที่คลุกคลีกับภาษาอังกฤษมาบ้างคงเคยได้ยินคำว่า เนิร์ด (Nerd)

ที่ฝรั่งใช้ล้อพวกเด็กเรียน ไม่ค่อยออกงานสังคม จินตนาการคือเด็กใส่แว่นหนาๆ แต่งตัวเชยๆ ชอบทำตัว (ที่คนอื่นคิดว่า) ประหลาด กันมาบ้าง

เมื่อก่อนคำนี้ อาจเป็นคำที่วัยรุ่นหลายคนไม่ต้องการ

แต่หลังจากการ จุติของ Nerd ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง บิลล์ เกตต์ รวมถึงการที่บรรดา Nerd ทั้งหลาย ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจ IT ระดับโลกแล้ว

ดูเหมือนว่า จะไม่มีใคร เคอะเขินกับการถูกเรียกว่า Nerd อีกต่อไป

คำว่า Nerd มีที่มาที่ น่าสนใจพอสมควร โดยสมัยก่อนคำว่า NERD จะสะกด ว่า KNURD (อ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่สะกดคนละอย่าง) ก่อนที่จะแปลงมาเป็นคำปัจจุบัน

ซึ่งถ้าสังเกตุให้ดีคำนี้จะเป็นการสะกดย้อนหลังจากคำว่า DRUNK ที่แปลว่า เมา นั่นเอง นักศึกษา ในมหาวิทยาลัย แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา สร้างคำนี้ขึ้น

เพราะปกติแล้ว พวก DRUNK คือพวกที่เอาแต่ออกงานปาร์ตี้สนุกสนาน ไม่เอาใจใส่การเรียน จึงมีการเขียนคำนี้ย้อนหลังอ่านว่า KNURD เพื่อเรียกพวกที่เอาแต่เรียน ไม่ยอมออกงานปาร์ตี้ สนุกสนาน แต่ปรากฎว่าคำนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนแผลงมาเป็น Nerd ในปัจจุบัน ในที่สุด

Credit: http://www.kingtranslations.com
 

เครื่องหมาย @ หรือที่เราเรียกกันว่า แอด (At) ที่เราทุกคนต้องพิมพ์เวลาที่จะส่งอีเมล์ถึงกันนั้น เป็นที่นิยม นับตั้งแต่มีการใช้ เป็นเครื่องหมายในการแบ่งแยกระหว่างชื่อกับที่อยู่ใน อีเมล์ แอดเดรส ของเรา

ทุกคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ ส่ง อีเมล์กัน ก็ต้องพิมพ์กันอยู่ทุกวัน แต่มีใครเคยสงสัยถึงที่มา ที่ไปของเครื่องหมายนี้กันบ้าง ทำไมหนอ ถึงใช้เครื่องหมายนี้ และมันก็ช่างดูลงตัวเหมาะเจาะเหลือเกิน

ที่มาของความนิยมของมันก็คือ

สัญลักษณ์นี้ถูกเลือกใช้โดย นาย เรย์ ทอมลินสัน (Ray Tomlinson) ในการส่งอีเมล์ฉบับแรกๆ ของโลก

แต่ต้นกำเนิดจริงๆ ของสัญลักษณ์นี้ ไม่ปรากฎแน่ชัด แต่เชื่อแน่ว่าเป็นภาษาโบราณ บ้างก็ว่ามาจากภาษา ลาติน ที่แปลว่า about หรือเกี่ยวกับ บางคนก็บอกว่ามีรากศัพท์มาจาก ภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า each หรือ แต่ละ และมีไม่น้อยที่เชื่อว่า สัญลักษณ์นี้มาจาก หน่วยวัด ในภาษา อิตาลี โบราณ แต่อย่างไรก็ตาม นับว่า สัญลักษณ์นี้ได้ถูกนำมาใช้อย่างชาญฉลาดอย่างยิ่ง ในการแบ่งแยก อีเมล์อย่างที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

Credit: http://www.kingtranslations.com

ถ้าคุณเคยไปที่ Washington D.C. กันมาบ้าง ก็คงจะเคยเห็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาการต่อสู้ เพื่อเอกสาร และฮีโร่ของประเทศมามากมาย แต่คุณทราบหรือเปล่า หรือเคยสงสัยกันหรือเปล่าครับว่า ทำไมหนอมันต้องมี ไอ้ D.C. ต่อท้ายด้วย แล้วมันมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มาครับ ศูนย์การแปล Kingtranslations จะเล่าให้ฟัง

Washington D,C, เป็น เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

ตัว D.C. ย่อมาจากคำว่า District of Columbia หรือ อำเภอ โคลัมเบีย สาเหตุที่ต้องมีคำว่า District of Columbia ต่อท้าย เพราะว่าเมืองหลวงแห่งนี้เป็นเขตปกครองพิเศษ มิได้มีสภาพเป็นรัฐ (State) เต็มรูปแบบ เหมือนเช่นรัฐอื่นๆ

และบริเวณนี้ถูกจัดให้เป็นเมืองหลวง เมื่อตอนที่ สหรัฐอเมริกาก่อตั้งประเทศขึ้นใหม่ โดยแบ่งส่วนที่เรียกว่า อำเภอ โคลัมเบีย (District of Columbia) ออกมาจากรัฐ แมรี่แลนด์ และรัฐ เวอร์จิเนีย

เพราะสาเหตุที่บริเวณนี้ เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างรัฐฝ่ายเหนือ และรัฐฝ่ายใต้ การตั้งเมืองหลวงบริเวณนี้ จึงเป็นไปเพื่อบรรเทาความขัดแย้งของกองทัพ ฝ่ายเหนือ และฝ่ายใต้

 



ประเทศสหรัฐอเมริกา มีรัฐอีกรัฐหนึ่ง ชื่อว่า Washington ที่ไม่มี D.C. ต่อท้าย อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ มีเมืองใหญ่คือ Seattle เป็นเมืองที่สวยงาม และเป็นแหล่งกำเนิดและสำนักงานใหญ่ ของธุรกิจสำคัญมากมาย เช่น Microsoft, Starbuck และ Boeing เพราะฉะนั้น อย่าจำสับสนกันนะครับ

edit @ 21 May 2012 15:41:09 by โตน