posted on 03 Nov 2009 13:07 by kingtone in LIFE
บทความแม่และเด็ก จาก Bestomclub
ปัญหาลูกไม่ยอมแปรงฟัน ดูเหมือนเป็นปัญหาเล็กๆ แต่แก้ได้ยาก และอาจส่งผลที่ไม่ดี ต่อลูกน้อยของเราได้ในระยะยาว เมื่อเด็กโตต่อไปเป็นผู้ใหญ่ ถึงแม้จะเ็ป็นเพียงแค่ฟันน้ำนม แต่อาจส่งผลถึงตอนที่ลูกมีฟันแท้ขึ้นได้เลยนะคะ
สาเหตุใหญ่ ที่ปัญหาแม่และเด็ก แบบ นี้แก้ยากก็คือ เพราะลูกไม่เข้าใจว่า การแปรงฟันนั้นมีประโยชน์อย่างไร
การที่ต้องมาเอาขนๆอะไรทิ่มเข้าไปในปากเป็นเวลานาน จึงเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ ไม่ใช่น้อยสำหรับเจ้าตัวน้อยของเรา
และการอธิบายถึง คุณประโยชน์ โทษภัยต่างๆนั้น ก็มีแต่จะเสียเวลาไปเปล่าๆ
วิธีการแก้ปัญหา ลูกไม่ยอมแปรงฟัน
ทำได้หลายวิธีด้วยกัน เช่นการ ทำบรรยากาศการแปรงฟันให้สนุกสนานไม่น่าเบื่อ ถ้าลูกอายุ ตั้งแต่ 2 ขวบ ขึ้นไป แล้วยังไม่อยากแปรงฟัน ก็อาจทำเป็นเกมส์การแข่งขัน อะไรบางอย่างให้เด็กรู้สึกสนุก แต่ถ้าลูกอายุน้อย ก็อาจใช้ยาสีฟัน ที่มีรสชาติดี แปรงสีฟันที่มีกริ่งหรือลายการ์ตูนสวยงาม
ทั้งนี้ ทั้งนั้น คุณแม่ ต้องช่วยลูกแปรงฟันด้วย หากลูกร้องไม่ยอมอยู่กับที่ก็อาจต้องระดมกำลังกันหลายคนหน่อย ในช่วงแรกๆ ช่วยจับ ช่วยปลอบกันไป ระยะแรกจริงๆ หากยากมาก อาจไม่ต้องใช้ยาสีฟันก็ได้ ใช้แค่แปรงสีฟันก็พอ หรือถ้าเด็กยังไม่ยอม ก็อาจแค่เริ่มๆจากการใช้ผ้าชุบน้ำสะอาด เช็ดฟันให้ทั่วๆก่อนก็ได้ค่ะ
ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป แปรงไปด้วย ปลอบไปด้วย เล่นไปด้วย สอนไปด้วย ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆเอง แต่ที่สำคัญต้องแปรงนะคะ ปล่อยทิ้งไว้ ถ้าลูกน้อยฟันผุแล้วจะไม่คุ้มกันอย่างแรงค่ะ ปัญหาลูกไม่ยอมแปรฟัันจะกลายเป็นปัญหาลูกฟันผุ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกโขเลยค่ะ
ที่มา http://www.bestmomclub.com/
edit @ 15 Nov 2009 11:03:24 by โตน
edit @ 15 Nov 2009 11:08:28 by โตน
posted on 29 Oct 2009 10:37 by kingtone in LIFE
ลูกไม่พูด ลูกพูดช้า ทำอย่างไรดี
ปัญหาลูกไม่ยอมพูด หรือลูกพูดช้านี้ ก็เป็นปัญหาแม่และเด็กที่คุณพ่อ คุณแม่กลุ้มใจอีกประการหนึ่ง
ด้วยความกังวลว่า ลูกจะผิดปกติไม่เหมือนชาวบ้าน ลูกชาวบ้านเขาพูดกันได้แล้ว
เวลาไป พูดคุยกันระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ ลูกคนอื่นเขาเรียกพ่อ เรียกแม่ หม่ำๆ กันได้แล้ว ทำไมลูกเรายังพูดไม่ได้อีกล่ะ คิดแล้วมันน่าปวดหัวนะคะ จะไปยัด ไปบังคับลูกก็ไม่ได้ ไม่เหมือนปัญหาอื่นๆ
ความจริงแล้วหากสาเหตุเป็นเรื่องของพัฒนาการแล้ว การแก้ไขทำได้ไม่ยากเย็นเท่าไหร่ เพียงแต่คุณพ่อ คุณแม่ สามารถจะให้เวลาลูกได้มากเท่าไหร่แค่นั้นเอง
ปัญหาลูกพูดช้า
ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่หลายคน กังวลว่า ลูกเป็นเด็กพูดช้าหรือไม่ และมักห่วงว่า ลูกจะกลายเป็นเด็กออทิสติค หลายคนพยายาม ที่จะ บังคับให้ลูกพูด จนบางครั้ง ทำให้เด็กกลัว ต่อต้าน และไม่ค่อยยอมพูด ก็เลยเกิดความเครียดขึ้นมา โดย ทั่วไปแล้วเด็กที่เจริญเติบโต และมีพัฒนาการเป็นปกติ ก็จะมีพัฒนาการ ด้านการพูดเป็นปกติ ไปตามวัย อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะการพูดเป็นส่วนหนึ่ง ของการใช้ภาษา และการพูดสื่อความหมาย บ่งบอกถึงระดับสติปัญญาในเด็ก เด็กที่สามารถสื่อความหมาย กับผู้อื่นได้ บอกความต้องการหรือความรู้สึก ให้ผู้อื่นทราบได้ ก็จะเป็นเด็ก ที่มีอารมณ์แจ่มใส และมีพัฒนาการ ทางด้านสังคมก้าวหน้าได้ดี
องค์ประกอบที่มีผลต่อการที่ลูกพูดช้า
1. การได้ยินหรือการรับรู้ที่ปกติ คือ มีหูชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นในที่ปกติ รวมถึงการมองเห็นและการรับรู้ทางประสาทสัมผัสอื่นๆด้วย เช่น จะสอนเด็กให้รู้จักคำว่า “แมว” ถ้าเด็กมองเห็นแมวว่ามีรูปร่างอย่างไร ได้ยินเสียงแมวร้อง ก็จะเรียนรู้คำว่าแมวได้ดีขึ้น
2.มีสมองและระบบประสาทที่ปกติ เพื่อใช้ในการรวบรวมข้อมูล แปลข้อมูล ทำความเข้าใจ คิด เตรียมเลือกคำพูด
3. มีอวัยวะในการพูดหรือการออกเสียงที่ปกติ เช่น กล่องเสียง สายเสียง คอ เพดาน ปาก ลิ้น ฟัน ริมฝีปาก กล้ามเนื้อบริเวณคอและใบหน้า กล้ามเนื้อกระบังลม
4.มีสิ่งแวดล้อมที่ดีที่เอื้ออำนวยต่อการ พูดของลูก ถ้าคุณพ่อคุณแม่ขยันพูดคุยกับลูกบ่อยๆ มีการโต้ตอบต่อการเปล่งเสียงของลูกก็จะช่วยกระตุ้นให้ลูกเล่นเสียงมากขึ้น พูดได้ดีขึ้น
ถ้ามีองค์ประกอบทั้ง 4 ข้อนี้ดี การพัฒนาทางการพูดและการใช้ภาษาก็จะเป็นไปได้ด้วยดี
แต่ มีคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่เข้าใจว่าการที่ให้ลูกดูทีวีหรือวีดิทัศน์ทั้งวันจะ เป็นการช่วยให้ลูกได้สามารถจับคำศัพท์และสามารถฝึกพูดได้เร็วขึ้น จริงๆแล้วในช่วงอายุ 1-2 ปี ที่เด็กกำลังหัดพูดอยู่นั้น ควรที่จะให้เด็กดูทีวีน้อยที่สุด และให้เวลาส่วนใหญ่ของเด็ก มีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้มากที่สุด เพราะว่าการเรียนรู้ภาษานั้นเป็นการเรียนรู้การสื่อสารแบบสองทาง ( Two- way communication) ซึ่งจะทำให้เด็กได้เข้าใจคอนเซปต์ และความหมายของคำต่างๆ ได้ดีกว่าการดูทีวีซึ่งเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว (One- way communication)
ควรสงสัยว่า เด็กพูดช้า เมื่อใด
การที่จะบอกว่าลูกพูดช้าหรือจะมีปัญหาทางด้านการพูดหรือไม่นั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรจะเสียเวลารอจนลูกเกินอายุ 2 ปี แล้วจึงนำลูกไปตรวจ เพราะถ้าสังเกตให้ดี ลูกอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ขวบปีแรกแล้ว
ข้อบ่งชี้ง่ายๆ ว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูดคือ
อายุ 6 เดือน ไม่ส่งเสียงอืออา ไม่หันหาเสียง ไม่ตกใจเวลาได้ยินเสียงดังๆ
อายุ 10 เดือน เรียกชื่อไม่หันหา
อายุ 15 เดือน ไม่เข้าใจคำสั่งห้าม ไม่เข้าใจคำสั่งง่ายๆ เช่น มานี่ นั่งลง บ๋ายบาย
อายุ 18 เดือน พูดคำเดี่ยวๆ ได้น้อยกว่า 5-6 คำ
อายุ 2 ปี พูดคำเดี่ยวๆ ที่มีความหมาย 2 คำต่อกันไม่ได้ เช่น ไปเที่ยว ไม่เอา ขอหนมหรือชี้ส่วนของร่างกายง่ายๆไม่ได้
อายุ 3 ปี พูดเป็นประโยคง่ายๆ ไม่ได้ พูดแล้วคนไม่คุ้นเคยฟังไม่เข้าใจ
อายุ เกิน 4 ปี ยังพูดติดอ่าง
อายุ เกิน 7 ปี ยังพูดไม่ชัด
การดูแลเด็กที่มีปัญหาพูดช้า
การดูแลรักษาเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดและใช้ภาษาจำเป็นที่จะต้อง รีบกระทำ เพราะหากทิ้งไว้นาน นอกจากจะแก้ไขยากแล้ว เด็กมักจะมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจตามมา เนื่องจากไม่สามารถจะติดต่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ มักจะหงุดหงิด ก้าวร้าว ฉุนเฉียว เกเร ไม่มีเพื่อน และมีปัญหาในการเข้าสังคมและการเรียนต่อไป
ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่และผู้เลี้ยงดูควรให้ความสนใจเอาใจใส่ พูดคุยกับเด็กบ่อยๆ ตั้งแต่เด็กยังเล็กให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็ก เมื่อเด็กเริ่มเปล่งเสียง เล่นเสียง ให้เปล่งเสียง เลียนเสียงโต้ตอบกับเด็ก เลือกใช้คำสั้นๆ ง่ายๆ พูดคุยกับเด็กบ่อยๆ หากสงสัยว่าเด็กอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการได้ยิน ให้รีบนำเด็กไปปรึกษาแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ
หากแพทย์ซักประวัติและตรวจแล้วคิดว่าการได้ยินปกติ และสาเหตุของการพูดช้าเป็นจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพูดของเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมโดย
- พยายามกระตุ้นและจูงใจให้เด็กพูด แต่อย่าเครียด คาดคั้นหรือลงโทษ เพราะจะยิ่งทำให้เด็กไม่พูดมากขึ้น
- ขณะพูดกับเด็ก ให้หันหน้าเข้าหาเด็กเพื่อให้เด็กมองหน้า สบตา มองปากและทำตาม
- เลือกคำสั้นๆ ง่ายๆ ก่อน พูดช้าๆ และชัดๆ บ่อยๆ อาจเริ่มจากสิ่งที่เด็กกำลังสนใจอยู่ เช่น หนังสือภาพสวยๆ ในระยะแรกให้อ่านให้เด็กฟัง ให้เด็กชี้ภาพให้ตรงกับคำ เช่น หมาอยู่ไหน แล้วให้เด็กชี้ตอบ ในระยะหลังให้ผู้อ่านชี้ที่ภาพแล้วถามเด็กว่านี่ตัวอะไร ร้องเสียงอย่างไร พยายามกระตุ้นให้เด็กตอบ
- ถ้าเด็กพยายามจะพูด แม้ในระยะแรกจะไม่ชัด ไม่ควรตำหนิเด็ก ให้พูดคำที่ถูกต้องให้เด็กฟัง
- เมื่อเด็กเริ่มพูดคำสั้นๆ ให้เสริมคำให้ยาวขึ้น เช่น เด็กพูดว่า “หมา” ให้พ่อแม่เสริมต่อว่า “หมาวิ่ง” “หมาเห่า” เป็นต้น หากพยายามกระตุ้นเองอยู่ 2-3 เดือนแล้วไม่มีพัฒนาการทางภาษาดีขึ้น ควรพบนักอรรถบำบัด (นักฝึกพูด)อย่างสม่ำเสมอต่อไปเพื่อ ช่วยในการฝึกพูดให้กับเด็ก
ถ้าหากพบว่าเด็กมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน หลังจากส่งตรวจการได้ยินอย่างละเอียดแล้ว กุมารแพทย์จะส่งให้พบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน โสต นาสิก ลาริงค์ เพื่อช่วยในการเลือกเครื่องช่วยในการฟัง (Hearing Aid) แล้วส่งให้นักอรรถบำบัด เพื่อฝึกการฟัง และฝึกพูดต่อไป
ถ้าหากสงสัยว่าอาจมีปัญหาทางด้านอารมณ์ จิตใจ เช่น เป็นเด็ก Autistic หรือโรคจิต ควรให้แพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางดูแลรักษาต่อไป
ที่มา:
พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์
คลินิกเด็ก.คอม
edit @ 3 Nov 2009 13:05:34 by โตน
posted on 26 Oct 2009 12:50 by kingtone in LIFE
ปัญหาลูกร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียน
ถือเป็นปัญหาแม่และเด็กอมตะนิรันดร์กาล สร้างความหนักอก หนักใจให้แก่คุณแม่ทั้งมือใหม่ และมือไม่ใหม่ทุกคน
มีใครบ้างที่ไม่ห่วง และไม่รักลูก จริงมั้ยค่ะ ลูกเคยอยู่กับเรามาตั้งแต่เกิด แต่อ้อน แต่ออก สารพัดจะเป็นห่วง เป็นใย ดูแล แล้วทีนี้จะต้องมาส่งลูกไปฝากไว้กับคนอื่น ทั้งวัน คงจะเป็นห่วงใจจะขาดรอนๆทีเีดยว
แค่ลำพังไปส่งลูกที่โรงเรียนก็ใจหาย เป็นห่วง จะแย่อยู่แล้ว ยิ่งลูกร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียนให้เห็นอีก คุณแม่ คุณพ่อ ก็ยิ่งปวดใจ ใจหายไปกันใหญ่
หรืออย่างน้อย บรรเทาปัญหาลูกไม่ยอมไปโรงเรียน ประการแรก คงต้องปรับที่ใจของคุณพ่อ คุณแม่ก่อนค่ะ ปรับให้เนิ่นๆ ก่อนเลยก็ได้ คือเราต้องปรับใจให้เข้มแข็ง และเข้าใจว่า ไม่ว่าอย่างไร เราก็เอาลูกไว้กับเราตลอดไม่ได้ ถ้าทำอย่างนั้น ยิ่งจะเป็นการทำร้ายลูกในระยะยาวมากขึ้นไปอีก ยังไงลูกก็ต้องไปโรงเรียนค่ะ คุณพ่อ คุณแม่บางท่านทนเห็นลูกร้องไห้ไม่ไหว พาลูกกลับบ้าน ผลัดไปเทอมนึง หรือคิดไปว่า ถ้าโตกว่านี้หน่อยจะรู้เรื่อง แต่ปรากฎว่า พอไปใหม่ก็ร้องไห้อยู่ดี เพราะฉะนั้น คงต้องใจแข็งนะคะ ถ้าตัดสินใจแล้ว ว่าจะให้ลูกไปโรงเรียนก็ต้องทำให้สำเร็จค่ะ
การที่ลูกร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียน คงบอกไม่ได้ว่า ใครจะร้องมาก น้อย หรือเลี้ยงอย่างไรจะร้องมาก ร้องน้อย แต่สิ่งที่เป็นจริงก็คือ แทบไม่มีใครไม่ร้อง และก็ไม่มีใครที่ร้องไปตลอดไม่ยอมเลิกนะคะ ส่วนมาก เกือบทั้งหมด จะร้องเมื่อระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อปรับตัวได้ ก็จะเลิกไปเองค่ะ
 |
หลังจาก ปรับใจของเราได้แล้ว ก็ถึงเวลาเผชิญความจริง เวลาลูกไม่ยอมไปโรงเรียนแล้วค่ะ เริ่มตั้งแต่การเลือกโรงเรียนก็ต้องมั่นใจว่า โรงเรียนนี้จะดูแล เอาใจใส่เราได้ ระยะแรก ไม่ควรเลือกโรงเรียนที่วิชาการมากเกินไป สถานที่ดูผ่อนคลาย มีประสบการณ์ในการดูแลเด็กเป็นอย่างดี
ต่อมา คุณพ่อ คุณแม่ถ้ามีเวลา หรือเป็นไปได้ก็ควรจะอยู่กับลูกที่โรงเรียนมากสักหน่อยในระยะแรกๆ และก่อนกลับทุกครั้งต้องสัญญากับลูกว่า จะมารับที่โรงเรียนแน่นอน เพราะสาเหตุหนึ่งที่ลูกไม่ยอมไปโรงเรียนนั้น ก็เพราะว่ากลัว คุณพ่อ คุณแม่จะไม่มารับนั่นเองค่ะ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ทิ้งระยะลงจนเหลือแค่ไปส่งเฉยๆ หรือให้รถโรงเรียนมารับจากบ้านก็ได้
|
เมื่อกลับถึงบ้านก็อย่าลืมถามลูกด้วยว่า ที่โรงเรียนเป็นอย่างไร พยายามพูดถึงสิ่งดีๆ ให้ลูกอยากไป อย่างเช่น เพื่อน หรือคุณครูที่น่ารักๆ ม้าหมุน หรือสระว่ายน้ำ ที่ ที่บ้านไม่มีแต่โรงเรียนมี ทำนองนี้ เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ลูกอยากไปโรงเรียนในวันต่อๆไปค่ะ
ท้ายที่สุด และสำคัญที่สุด สำหรับการจัดการกับปัญหาลูกไม่ยอมไปโรงเรียน คงต้องย้ำอีกทีว่าให้คุณพ่อ คุณแม่ใจแข็ง ไม่ยอมง่ายๆ แล้วพอลูกปรับตัวได้แล้ว ทุกอย่างจะดีเอง และทุกคนก็จะดำเนินชีวิตไปตามหน้าที่ได้ต่อไปอย่างปกติค่ะ โชคดีนะคะ คุณพ่อ คุณแม่ทุกคน
ขอบคุณบทความดีๆ จาก www.bestmomclub.com
edit @ 26 Oct 2009 12:52:43 by โตน